You are currently viewing การทำเสน่ห์ คืออะไร

การทำเสน่ห์ คืออะไร

** วันที่มีคนมาทำพิธีเสน่ห์เรียกจิตคนรัก 2 คู่

ตาม พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔

“ ทำเสน่ห์ ก. ทำให้เพศตรงข้ามหลงรักด้วยวิธีการทางไสยศาสตร์. แม่คำของ “ทำเสน่ห์” คือ   ทำ

“ไสยเวท, ไสยศาสตร์  [ไสยะเวด, ไสยะสาด] น. ตำราทางไสย, วิชาทางไสย.  แม่คำของ “ไสยเวท, ไสยศาสตร์” คือ   ไสย  ไสย- “

สรุปรวมความได้ว่า การทำเสน่ห์ คือ การทำให้เพศตรงข้ามหลงรักด้วยศาสตร์แห่งการหลับไหล ศาสตร์ลี้ลับทำในที่ลับตาคน ครอบงำดวงจิตอย่างไม่ทันรู้ตัว จริงๆ แล้วไม่ควรแปลว่า เพศตรงข้ามหลงรัก เพราะคาถาอาคมที่ใช้สามารถใช้ในเพศเดียวกันได้ จะชายกับชาย หรือหญิงกับหญิงได้เช่นกัน ตลอดจนไปถึงเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช้ทำนองชู้สาวด้วย เช่น สำนักพุฒเวทย์เคยได้การติดต่อจากคนที่ทำงานราชการ ไม่อยากให้นานยย้ายเขาไปทำงานที่อื่นก็มาให้ช่วยทำพิธี พิธีที่ใช้นั้นก็มีคาถาทำเสน่ห์รวมอยู่ด้วย หรือ อยากให้นานย้ายแต่นายไม่ยอมเซ็นต์สักทีก็มาทำพิธีที่มีส่วนผสมคาถาทำเสน่ห์ ให้นายเชื่อฟัง โดยคาถาการทำเสน่ห์นี้ เจ้าพิธีจะกำหนดจิตให้นายจ้างเกิดความเมตตา แทนที่จะคิดแบบชู้สาวแบบเคสปกติ

 

          คำว่า การทำเสน่ห์ ในความหมายมีการกระทำเกิดขึ้น  “ทำ” และ “ไสยศาสตร์” คือ ศาสตร์ที่ใช้ในการทำ คือ ไสยศาสตร์ คำว่า “ไสย” มาจากคำว่า “เสยฺย” ในภาษาบาลี ซึ่งแปลว่า “ประเสริฐ” จึงทำให้แปลว่า “ไสยศาสตร์” ว่า เป็น “ศาสตร์อันประเสริฐ” บางท่านอธิบายว่า คำว่า “ไสย” มาจากคำว่า “ไสยาสน์” ซึ่งแปลว่า “นอน” และแปลคำว่า “ไสยศาสตร์” ว่าเป็น “ศาสตร์แห่งความหลับใหล”

          “ไสยศาสตร์ เป็นคำศัพท์ในภาษาไทย ซึ่งมีรากเดิมจากภาษาสันสกฤตจากศัพท์ของคำสมาสว่า “ไศฺวศาสฺตร” (อ่านว่า ฉัย-วะ-ฉาสฺ-ตฺระ)  ซึ่งแปลว่า “ศาสตร์ที่เนื่องด้วยจากพระศิวะ” หรือ “ศาสตร์ที่มาจากพระศิวะ”

ไสยศาสตร์ นั้น มิใช่เรื่องไม่มีเหตุมีผล แต่เป็นเรื่องของการใช้ “อำนาจ” ซึ่งมีระบบของเหตุผล หลักการ แหล่งของอำนาจหรือความศักดิ์สิทธิ์ อุปกรณ์ และกระบวนการต่างๆ อันมีขั้นตอน เพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุประสงค์ ที่ผู้ประกอบพิธีตั้งความปรารถนาไว้ ปัจจัยต่างๆ ของพิธีกรรมทางไสยศาสตร์นั้น มีศูนย์กลางอยู่ที่ผู้ประกอบพิธี มิใช่เกิดขึ้นลอยๆ โดยที่ประกอบพิธีนั้น เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุด สามารถบงการให้เกิดสิ่งต่างๆ ซึ่งอยู่นอกกรอบของเหตุผลของสามัญสำนึกของสามัญชนจะคาดหวังได้

 พิธีกรรมทางไสยศาสตร์นั้น จะบรรลุผลได้ก็ต่อเมื่อเงื่อนไขของพิธีกรรมทั้งหมดได้บรรลุ สิ่งนี้อาจเรียกได้ว่า เป็นการควบคุมคุณภาพของผู้ประกอบพิธีกรรม ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ โดยมีการแบ่งแยกที่ชัดเจน ระหว่างผู้ประกอบพิธี (คนใน) และผู้อื่นที่เข้าร่วมพิธี (คนนอก) ยิ่งพิธีกรรมที่มีความศักดิ์สิทธิ์เท่าใด ช่องว่างและเงื่อนไขที่แบ่งแยกระหว่างคนในและคนนอกยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้นเท่านั้น พร้อมกันนั้น คือ ความลึกลับที่คนในเท่านั้นที่มีสิทธิ์ที่จะเข้าใจ ส่วนคนนอกเป็นพวกที่ไม่มีสิทธิ์จะเรียนรู้สาระของพิธีกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นเลย

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดของไสยศาสตร์ คือ การร่ายมนตร์ หรือ คาถา ของผู้ประกอบพิธี ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องกระทำให้ได้จังหวะที่พอเหมาะพอดีกับขั้นตอนต่างๆ ตลอดพิธีกรรม

 แนวคิดในเรื่องการสาธยายมนตร์นี้ คือ ความเชื่อที่ว่า “อักขระนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีวันสูญสลาย” และมนตร์ต่างๆ ที่ผู้ประกอบพิธีได้เปล่งออกจากปากของตนแล้ว ถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถยังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นได้ตรงตามวัตถุประสงค์ และหากเปล่งออกมาผิด ผลกระทบก็จะกลับเป็นวิบากแก่ผู้สาธยายนั้นเอง

 นั่นหมายถึงความเป็นมงคลต่างๆ จะกลายเป็นอัปมงคล โชคจะกลายเป็นเคราะห์ และอำนาจที่ถูกใช้ไปเพื่อประทุษร้ายผู้อื่น อำนาจนั้นก็จะย้อนกลับมาประทุษร้ายผู้ร่ายเวท และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน (กล่าวสรุปโดย ดร.นพ.มโน เมตตานันโท เลาหวณิช)

** ลูกค้าจากเกาหลีใต้ ติดต่อมาให้สำนักเราทำเสน่ห์หนุ่มเกาหลีให้

 

ฉะนั้น “ การทำเสน่ห์ คือ การกระทำพิธีทางไสยศาสตร์เพื่อให้ คนมาหลงรักไม่เฉพาะเพศตรงข้ามแต่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ที่ผู้ประกอบพิธีตั้งความปรารถนาไว้ ” โดยพิธีกรรมทางไสยศาสตร์นั้น จะบรรลุผลได้ก็ต่อเมื่อเงื่อนไขของพิธีกรรมทั้งหมดได้บรรลุ สิ่งนี้อาจเรียกได้ว่า เป็นการควบคุมคุณภาพของผู้ประกอบพิธีกรรม ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ การทำเสน่ห์ และ การทำเสน่ห์มิใช้เพียงการกระทำพิธีทางไสยศาสตร์ไปยังบุคคลที่สองเท่านั้น นันยะของการทำเสน่ห์ ยังเป็นการทำเสน่ห์ให้ตนเอง เพิ่มสง่าราศี เมตตามหานิยม แด่คนพบเห็นโดยไม่ได้ระบุตัวบุคคลที่สองได้เหมือนกัน

 

ต่อ พุฒาเวทย์